หลายคนที่เป็นไมเกรนเคยใช้ยากลุ่ม Triptan ซึ่งเป็นยาแก้ปวดไมเกรนที่หมอมักให้เป็นตัวแรก แต่ความจริงคือ ประมาณ 30% ของคนที่ใช้ยานี้ กินแล้วไม่หาย หรือทนผลข้างเคียงไม่ไหว
ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น มาทำความรู้จัก Rimegepant ยาไมเกรนตัวใหม่ที่น่าสนใจมาก
ทำไม Triptan ถึงไม่ได้ผลกับบางคน
- ร่างกายดูดซึมยาไม่ดี โดยเฉพาะคนที่คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ยาจะถูกดูดซึมได้ไม่เต็มที่
- กินยาช้าไป พอปวดหนักแล้วค่อยกิน ยาก็ช่วยได้น้อยลง
- พันธุกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้บางคนตอบสนองต่อยาได้ไม่ดี
คนกลุ่มนี้มักปวดหัวหนักและนานเกิน 24 ชั่วโมง กระทบชีวิตประจำวันมาก
Rimegepant คืออะไร ทำไมน่าสนใจ
Rimegepant เป็นยากลุ่มใหม่ที่จุดเด่นคือ ทำได้ 2 อย่างในยาตัวเดียว :
1. แก้ปวดตอนไมเกรนกำเริบ (เหมือน Triptan) กินตอนเริ่มปวด ช่วยลดทั้งอาการปวดหัว คลื่นไส้ และอาการกลัวแสงกลัวเสียงไปพร้อมกัน
2. ป้องกันไม่ให้ปวดบ่อย กินแบบ วันเว้นวัน ต่อเนื่อง ช่วยลดจำนวนวันที่ปวดไมเกรนต่อเดือนได้
กลไกที่ตรงจุดกว่า Triptan
ความต่างสำคัญอยู่ที่ "จุดที่ยาเข้าไปออกฤทธิ์"
Triptan ออกฤทธิ์โดยไปกระตุ้นตัวรับเซโรโทนิน ทำให้หลอดเลือดสมองที่ขยายตัวหดกลับ ซึ่งช่วยลดปวดได้ แต่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ (หลอดเลือดขยาย) ไม่ใช่ต้นตอที่แท้จริง และการหดหลอดเลือดนี้เองที่ทำให้ต้องระวังในคนมีโรคหัวใจ
Rimegepant ออกฤทธิ์โดยเข้าไป ยับยั้งสาร CGRP ซึ่งเป็นสารตัวการที่ไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัวและก่อการอักเสบตั้งแต่ต้นทาง พูดง่าย ๆ คือ Rimegepant สกัดกั้นกระบวนการที่ทำให้เกิดไมเกรนตั้งแต่จุดเริ่มต้น แทนที่จะรอแก้ผลลัพธ์ปลายทางแบบ Triptan จึงไม่จำเป็นต้องหดหลอดเลือดเพื่อลดปวด ทำให้ปลอดภัยกว่าในกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
ใช้ได้ทั้งไมเกรนบางครั้งและไมเกรนเรื้อรัง
จุดที่น่าสนใจคือ Rimegepant ไม่ได้ใช้ได้แค่คนที่ปวดนาน ๆ ครั้ง มีงานวิจัยติดตามคนไข้ 3 เดือน แบ่งเป็นกลุ่มไมเกรนเรื้อรัง และกลุ่มปวดเป็นบางครั้ง ให้กินยาวันเว้นวันเหมือนกัน ผลคือ ทั้งสองกลุ่มปวดหัวน้อยลงอย่างชัดเจน ไม่ใช่ได้ผลแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ใช้ต่อเนื่องแล้วเสี่ยงติดยาไหม
นี่เป็นเรื่องที่หลายคนกังวล เพราะยาแก้ปวดไมเกรนบางกลุ่ม (เช่น Ergotamine) ถ้าใช้บ่อยเกินไปจะเสี่ยงเกิด ภาวะติดยาแก้ปวด (MOH) คือยิ่งกินยิ่งปวดหัวถี่ขึ้น
ข่าวดีคือ จากการศึกษาที่ให้คนไข้ใช้ Rimegepant ต่อเนื่องนานถึง 1 ปี ไม่พบสัญญาณว่าทำให้เกิดภาวะติดยาแก้ปวด (MOH) ทั้งที่ใช้ทั้งแบบกินตอนปวดและกินป้องกันวันเว้นวันร่วมกัน แต่ยังช่วยรักษาไมเกรนที่เกิดจากภาวะติดยาแก้ปวดได้ด้วย จึงเป็นทางเลือกที่วางใจได้มากกว่าสำหรับคนที่ต้องกินยาบ่อย
ข้อดีเมื่อเทียบกับ Triptan
- ไม่ก่อให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจ
- รูปแบบเม็ดยา เม็ดละลายในปาก (ODT) แค่วางบนลิ้นหรือใต้ลิ้น รอให้ละลาย ไม่ต้องดื่มน้ำตาม ทำให้สามารถดูดซึมได้รวดเร็ว แม้ในผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้
- ออกฤทธิ์นานกว่า Triptan ทำให้ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของอาการ โดย Rimegepant จะออกฤทธิ์ยาวนานถึง 48 ชั่วโมง
- งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า Rimegepant สามารถบรรเทาอาการได้ทั้งอาการปวดและอาการร่วม เช่น ความไวต่อแสงและเสียง
ผลข้างเคียงที่อาจเจอ
ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้เล็กน้อย ปวดท้อง ส่วนอาการแพ้พบได้น้อยมาก
ผู้ที่มีโรคตับ หรือกินยาอื่นที่มีผลต่อตับ ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้
สรุป
ถ้ากิน Triptan แล้วไม่หายปวด หรือกังวลเรื่องติดยาแก้ปวด Rimegepant เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดี เพราะใช้ได้ทั้งแก้ปวดและป้องกัน ทั้งไมเกรนบางครั้งและเรื้อรัง
การจะใช้ยาตัวไหนเหมาะกับคุณที่สุด ควรให้แพทย์เฉพาะทางประเมินก่อนเสมอ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางไมเกรนออนไลน์ผ่านแอป Smile Migraine ได้เลย




