อันตรายจากยาแก้ปวดไมเกรน เสี่ยงหลอดเลือดหด
ยาแก้ปวดเป็นของสามัญประจำบ้านที่หลายคนต้องมี แต่กินพร่ำเพรื่อไม่ได้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นกัน
ยาแก้ปวดไมเกรนมีกี่ประเภท
1. ยาแก้ปวดทั่วไป
- Acetaminophen
- กลุ่ม NSAIDs: aspirin, ibuprofen, naproxen, diclofenac potassium
- กลุ่ม Opioids
2. ยาแก้ปวดจำเพาะไมเกรน
- Ergotamine
- กลุ่ม Triptan (ในไทยมี sumatriptan และ eletriptan ชนิดรับประทาน)
- กลุ่ม Gepants (สาร block ตัวรับ CGRP)
3. ยาแก้ปวดกลุ่มอื่น
- กลุ่มสเตียรอยด์ เช่น prednisolone
ใครควรระวังเป็นพิเศษ
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีประวัติแพ้ยา
- มีโรคตับ ไต หัวใจ หรือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
- มีประวัติแผลในกระเพาะอาหาร
- อายุต่ำกว่า 16 ปี หรือมากกว่า 65 ปี
- บุคคลที่มีประวัติหลอดเลือดสมอง , หลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดส่วนปลาย
กินยาแก้ปวดบ่อย เสี่ยงอะไรบ้าง
เกณฑ์ความเสี่ยงต่อภาวะติดยาแก้ปวดแตกต่างกันตามชนิดยา ตามเกณฑ์ ICHD-3¹:
- Ergotamine, Triptan, Opioids และยาแก้ปวดสูตรผสม – เสี่ยงเมื่อใช้ตั้งแต่ 10 วัน/เดือนขึ้นไป ติดต่อกันเกิน 3 เดือน
- ยาแก้ปวดทั่วไป (Acetaminophen, Aspirin, NSAIDs) – เสี่ยงเมื่อใช้ตั้งแต่ 15 วัน/เดือนขึ้นไป ติดต่อกันเกิน 3 เดือน
ใช้เกินเกณฑ์เหล่านี้ต่อเนื่อง อาจนำไปสู่:
- ภาวะติดยาแก้ปวด (MOH) – ปวดหัวซ้ำทุกวัน และไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดเหมือนเดิม
- NSAIDs (Naproxen, Ibuprofen) – เสี่ยงกระเพาะเป็นแผล กรดไหลย้อน ความดันสูง และกระตุ้นภาวะหัวใจล้มเหลวได้ จากการคั่งน้ำในร่างกาย
- ไตทำงานหนัก – บวมน้ำ โพแทสเซียมในเลือดสูง เสี่ยงไตวาย (พบชัดเจนในกลุ่ม NSAIDs จากกลไกยับยั้งการไหลเวียนเลือดที่ไต)
- ผลด้านอารมณ์ – แปรปรวน ซึมเศร้า วิตกกังวล พบได้ในผู้ที่มีภาวะติดยาแก้ปวดโดยรวม แต่ความเชื่อมโยงชัดเจนที่สุดในกลุ่ม Opioids ซึ่งมีฤทธิ์ต่ออารมณ์โดยตรงและเสี่ยงเกิดอาการถอนยา
Ergotamine กับภาวะ Ergotism
ยาแก้ปวดจำเพาะไมเกรนกลุ่ม Ergotamine (เช่น Tofago, Cafergot, Avamigran, Migana) ทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติหดกลับ ช่วยให้หายปวด
แต่ถ้าใช้บ่อยเกินขนาด หรือใช้ร่วมกับยาบางชนิดที่ส่งผลให้ระดับ Ergotamine สูงเกินไป เสี่ยงเกิด ภาวะ Ergotism คือหลอดเลือดหดตัวค้าง ทำให้เลือดไหลเวียนส่วนปลายลดลง อาการที่พบ:
- ชาปลายมือ ปลายเท้าหรือนิิ้วมือ นิ้วเท้า เย็น ซีด
- อาจมีเนื้อตายตามมาในกรณีรุนแรง
พบได้ราว 0.001–0.002% ถือว่าต่ำมาก แต่เกิดขึ้นได้จริงและส่งผลเสียรุนแรงได้ จึงควรให้ความสำคัญ
สรุป
ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดทั่วไป ยาจำเพาะไมเกรน หรือยากลุ่มอื่น ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง และควรรู้ผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นระยะยาว รวมถึงปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
หากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้ยาแก้ปวดไมเกรน สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางไมเกรนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Smile Migraine ได้เลยค่ะ
แหล่งที่มา
- ICHD-3. 8.2 Medication-overuse headache (MOH) — Diagnostic criteria. https://ichd-3.org/8-headache-attributed-to-a-substance-or-its-withdrawal/8-2-medication-overuse-headache-moh/
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาแก้ปวดทุกครั้ง




