ยาแก้ปวด
ทำไมการทานยาแก้ปวดให้เหมาะกับความรุนแรงถึงสำคัญ?นั่นก็เพราะ เลี่ยงการเกิดการติดยาแก้ปวด ไม่ใช้ยาแก้ปวดบางตัวเกินความจำเป็นหรือแม้แต่ลดการเกิดผลข้างเคียง
พกไว้ติดกระเป๋าได้เลย ยา 3 ตัว สำหรับทานเมื่อปวดน้อย กลาง มาก เรามาดูนิยามแต่ละระดับกันก่อน

#ปวดน้อย : ไม่มีผลต่อการทำกิจกรรมในแต่ละวัน
#ปวดปานกลาง : เริ่มมีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมแต่ยังไม่ถึงกับต้องนอนพัก
#ปวดมาก : ต้องพักเท่านั้น ไม่สามารถทำกิจกรรมต่อได้เลย
ชาวไมเกรนหลายๆคน อาจจะยังไม่รู้ว่ายาแก้ปวดแต่ละตัวมันก็สามารถลดความรุนแรงได้ไม่เท่ากัน
มีหลักจำง่ายๆ แบบนี้เลย..
#ปวดน้อย >> กลุ่มพาราเซตามอลทั้งหลาย
#ปวดปานกลาง >> กลุ่ม NSAIDs ไม่ว่าจะเป็น Ibuprofen, naproxen, aspirin (ถ้าจะกินยากลุ่มนี้เมื่อไหร่ ต้องหาอะไรรองท้องก่อน เพราะมันกัดกระเพาะ)
#ปวดมาก >> กลุ่ม ergotamine , กลุ่ม triptan
** 2 กลุ่มนี้ห้ามทานร่วมกันภายใน 24 ชั่วโมง เพราะจะส่งเสริมการหดตัวของหลอดเลือดได้
ตัวช่วยแก้ปวดไมเกรน
Migra G ตัวช่วยแก้ปวดไมเกรนมีส่วนประกอบจากขิงและขมิ้นสกัดธรรมชาติ
อย่างที่ชาวไมเกรนหลายๆคนทราบกันว่า สมุนไพรไทยอย่างขิงเนี่ย มีจุดเด่นนั่นก็คือ การต้านอักเสบนั่นเอง
จากการศึกษาแล้วพบว่า สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของขิง คือ Gingerol ที่เป็นสารประกอบฟีนอล ที่จะช่วยยับยั้งสารที่ก่อให้เกิดการอับเสบ ได้แก่ Interleukin-6 และ C-Reactive peptide

โดยกลไกการออกฤทธิ์นั้นขิงจะเข้าไปลดกระบวนการอักเสบ ลดอาการปวดในร่างกาย ลดการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน ที่ทำให้ปวดและอักเสบ
นอกจากนี้ยังมีผลการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยไมเกรน 100 คน สุ่มตัวอย่างแบบ double-blinded เปรียบเทียบประสิทธิภาพหลังจากใช้ ขิง และยาแก้ปวดกลุ่ม Sumartiptan (ยาแก้ปวดจำเพาะกับไมเกรน) ในการลดปวดอาการไมเกรน
พบว่า หลังจากได้รับยา 2 ชั่วโมง ความรุนแรงของอาการปวดไมเกรนเฉลี่ยลดลงอย่งมีนัยสำคัญ ประสิทธิภาพของยาทั้งสองให้ผลคล้ายคลึงกัน แต่ผลข้างเคียงของตัวขิงนั้นมีน้อยกว่าตัว Sumartiptan
นอกจากนั้น Migra G ไม่ทำให้ติดยาแก้ปวด และไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารด้วยนะ ทานได้สูงสุด 8 เม็ดต่อวัน เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการท้องอืดได้
อันดับยาป้องกันไมเกรนยอดฮิต
ชวนชาวไมเกรน มาทำความรู้จัก 3 อันดับยาป้องกันไมเกรน ที่ถูกใช้มากที่สุดภายในแอปพลิเคชันสไมล์ไมเกรน!

# อันดับ 1 มีชื่อว่า Propranolol (โพรพาโนลอล) คุ้นหู้คุ้นตากัน มีเม็ดสีชมพูบานเย็นยาตัวนี้อยู่ในกลุ่มยาลดความดัน จึงจะทำให้พบผลข้างเคียงในเรื่องของหน้ามืด อ่อนเพลียได้ค่อนข้างบ่อย ยาตัวนี้มักจะทาน เช้า-เย็น เพราะออกฤทธิ์สั้นกว่ายาตัวอื่นๆ นั่นเอง
แล้ว ยาลดความดันเนี่ย มันป้องกันไมเกรนได้ยังไงนะ?!
> ช่วยลดสัญญาณความเจ็บปวด
> ลดการเกิดคลื่น CSD ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไมเกรน
> รักษาระดับของสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน อย่าง Serotonin (ซีโรโทนิน)
> ลดการตื่นตัวของระบบประสาทหรือลดความไวของระบบประสาทนั่นเอง
> ลดการขยายตัวของหลอดเลือดซึ่งเป็นส่วนที่ชาวไมเกรนทราบกันดีว่าถ้าหลอดเลือดยิ่งขยาย ยิ่งทำให้เกิดการอักเสบ
# อันดับ 2 Flunarizine (ฟลูนาริซีน) เม็ดสีเทา-แดงชาวไมเกรนหลายๆ คนที่เคยทานยาชุดมักจะเคยเห็นยาตัวนี้ถูกจ่ายมาในซองด้วย เพราะสามารถทำหน้าที่ช่วยลดเวียนได้ด้วยเช่นกัน
โดยมักจะทานในช่วงก่อนนอน ปริมาณ 5-10 มิลลิกรัม ยาตัวนี้ชาวไมเกรนคนไหนมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย ต้องระวัง เพราะผลข้างเคียงของตัวยา จะทำให้เสี่ยงซึมเศร้ามากขึ้นได้
# อันดับ 3 Topamax (โทปาแมค) ยาตัวนี้จะเริ่มทานที่ 25 มิลลิกรัม และบางรายจะทานไปจนถึง 100 มิลลิกรัมต่อวัน
มีการนำตัวยา “Topiramate” เข้าศึกษากับกลุ่มคนอายุระหว่าง 12-65 ปี ที่มีความถี่ของอาการปวดศีรษะเฉลี่ยที่ 5.5 วันต่อเดือน โดยโดสที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จะอยู่ที่ 100 มิลลิกรัม ต่อวัน โดย ผลการศึกษาพบว่าความถี่ของอาการปวดศีรษะลดลงถึง 2 วันต่อเดือนภายใน 1 เดือน
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ ง่วงซึม อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ชาตามแขนขา
ยาป้องกันไมเกรนเป็นตัวช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรนให้ผลระยะยาวและปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ให้สมองแข็งแรงขึ้น จึงควรที่จะทานอย่างต่อเนื่องทุกวันประมาณ 4-6 เดือนนะชาวไมเกรน
ลดไมเกรนด้วยวิธีบล็อคเส้นประสาท
การรักษาไมเกรน มีหลากหลายวิธีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานยาแก้ปวด การทานยาป้องกัน ฉีดโบท็อกซ์ หรือแม้กระทั่งการฉีดบล็อกเส้นประสาทที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนนั่นเอง
การรักษาด้วยวิธีนี้เราเรียกว่า “Nerve blocks” บล็อกเส้นประสาท หลักการคือลดการนำเข้าของกระแสประสาทจากภายนอก ที่จะไปประมวลผลในสมองทำให้ความตื่นตัวของสมองลดลง และนำไปสู่อาการปวดศีรษะที่ลดลงนั่นเอง โดยการฉีดจะมีการทำผ่าน 2 เส้นประสาทด้วยกัน
#1 Occipital nerve block
เส้นประสาทตัวนี้ จะวิ่งจากด้านหลังศีรษะ ขึ้นไปเหนือศีรษะ และเข้าไปในส่วนของก้านสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึกของโรคปวดศีรษะไมเกรนร่วมด้วย
#2 Supraorbital nerve block เส้นประสาทตัวนี้จะรับความรู้สึกทางด้านหน้าของหนังศีรษะ หน้าผาก เปลือกตาบนและโคนจมูกโดยจากงานวิจัย ในปี 2019 มีผู้ป่วยไมเกรน 190 คน ได้รับการรักษาด้วยวิธีบล็อกเส้นประสาท ผลพบว่า 27% อาการปวดลดลงหลังฉีดทันที และ อีก 42% ทั้งความถี่และความรุนแรงของอาการปวดค่อยๆทุเลาลง
ซึ่งการฉีด 1 ครั้ง จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคุมอาการปวดได้นานเท่าไหร่ ซึ่งบางรายอยู่ได้นานมากถึง 4-6 เดือนกันเลยทีเดียว
การฉีดยาเพื่อบล็อกเส้นประสาทเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่สามารถช่วยลดความรุนแรงของไมเกรนได้ ถ้าชาวไมเกรนคนไหนสนใจการรักษาด้วยวิธีนี้ ควรที่จะปรึกษาแพทย์ร่วมด้วยทุกครั้งนะ
ลดไมเกรนด้วยโบท็อกซ์
ไม่ต้องทนปวดไมเกรน ด้วย Botulinum Toxin อะไรมันจะดีขนาดนี้!! สวยก็สวย ลดปวดก็ช่วยด้วย
การรักษาทางเลือก เมื่อเรารู้สึกว่า ไมเกรนเรามันเรื้อรัง ความถี่มันเริ่มรุนแรงขึ้น ปวดบ่อยขึ้นทานยาแก้ปวดบ่อยหรือทานแล้วไม่ค่อยหาย
มีงานวิจัยจากต่างประเทศ ได้นำการรักษานี้ รักษาในผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรัง เขาพบว่าเมื่อทำการฉีดไป 2 ครั้ง ความถี่ของอาการปวดศีรษะไมเกรนลดลงมากกว่า 50% ที่เจ้า Botox มันสามารถช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนได้ นั่นก็คือ
โบท็อกซ์ สามารถไปบล็อก สารสื่ออักเสบ ที่นำสัญญาณความเจ็บปวดจากสมอง ก่อนที่จะไปถึงตัว nerve ending หรือว่าปลายประสาทบริเวณศีรษะของเราโดยเวลาคุณหมอฉีด จะฉีดทั้งหมด 31 จุด จุดละ 5 ยูนิต รวมแล้ว 155 ยูนิต โดยจะฉีดตัวกล้ามเนื้อบริเวณ หน้าผาก ขมับ ท้ายทอบ ต้นคอ บ่า
ฉีดครั้งนึง ตัวโบท็อกจะออกฤทธิ์สูงสุดที่ 2 สัปดาห์ และอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน แล้วเราจะรักษาไปเรื่อยๆ จนความถี่ลดลงจนน่าพอใจ
ชาวไมเกรนที่เคยใช้ก็บางรายว่าราคาแพงแต่ก็คุ้มที่จะจ่ายเพราะฉีดที อยู่ได้นานหลายเดือนเลย
ยาฉีดป้องกัน Anti CGRP
ยาฉีดป้องกันไมเกรนตัวนี้ เราเรียกกันว่า anti-CGRP ซึ่งมีหลากหลายตัวมากๆ ไม่ว่าจะเป็น erenumab, fremanezumab, galcanezumab
CGRP ตัวเต็มๆ ของมันก็คือ Calcitonin gene related peptide สารสื่ออักเสบตัวนี้จะถูกสร้างออกมาเมื่อมีอาการปวดศีรษะนั่นเอง โดย CGRP จะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวส่งสัญญาณ กระตุ้นให้ปวดหัว
ซึ่งมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurology พบว่าผู้หญิงที่เป็นไมเกรนเรื้อรังจะมีระดับ CGRP ที่สูงกว่าผู้หญิงที่เป็นไมเกรนแบบครั้งคราว
ตัวยาชื่อ anti- CGRP (anti ก็หมายถึงการ ยับยั้ง) นั่นก็หมายความว่า ถ้าเราสามารถจัดการกับเจ้า CGRP ได้ ก็จะช่วยให้เราไม่ปวดหัวบ่อยนั่นเอง
แล้วชาวไมเกรนคนไหน ควรที่จะรับการรักษาด้วย anti-CGRP บ้างนะ?!
- รักษาด้วยยาป้องกันชนิดอื่นๆ แล้วไม่เห็นผล
- ทนผลข้างเคียงตัวยาป้องกันชนิดอื่นๆ ไม่ได้
- ไมเกรนเรื้อรัง (ปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อ กัน 3 เดือน)
และ มีงานใน ปี 2018 พบว่า 1 ใน 3 ของคนที่รักษาด้วย anti-CGRP มีอาการปวดไมเกรนลดลงมากกว่า 50% อีกด้วย
แล้ว anti CGRP ดีกว่า ยาทาน จริงหรือ?อ้างอิงจากรายงานต่างประเทศ กล่าวไว้ว่า ประสิทธิภาพในการลดจำนวนวันปวดใน 1 เดือน ดีกว่าการทานยาป้องกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ราคาต่อการฉีดใน 1 ครั้ง ค่อนข้างสูง
แต่ใช่ว่าฉีดไปแล้วจะไม่ต้องปรับพฤติกรรมและสิ่งกระตุ้นนะ เพราะสองอย่างนี้ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวไมเกรนนะ
ปรับพฤติกรรมและเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
พูดถึงส่วนหนึ่งของการรักษาไมเกรน นอกจากการทานยาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญนั่นก็คือ “การปรับพฤติกรรม”
การปรับพฤติกรรม คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายๆคน เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำเป็นประจำจนติดนิสัยไปแล้ว แต่โรคปวดศีรษะไมเกรน การปรับพฤติกรรมจะเข้ามามีบทบาท และช่วยลดความรุนแรง ความถี่ของอาการปวดศีรษะได้
โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ชาวไมเกรนหลายๆคนอาจจะยังไม่เห็นภาพ ทางทีมสไมล์ไมเกรนจะขอยกแนวคิดการสร้างเป้าหมาย ให้เห็นภาพชัดมากขึ้น

นั่นก็คือคำว่า “SMART” ซึ่งแต่ละตัวจะมาจากคำว่า
“S” Specific : เป้าหมายของเราต้องเฉพาะเจาะจงยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะปรับเป้าหมาย โดยเดือนนี้เราอยากจะเริ่มปรับจากการนอนนั่นเอง
“M” Measurable : เป้าหมายของเราควรที่จะประเมินได้ ยกตัวอย่างเช่น แต่ก่อนความถี่อาการปวดอยู่ที่ 5-9 วันต่อเดือน พอเริ่มหันมาปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง ความถี่เหลือ 2-4 วันต่อเดือน
“A” Action oriented : เราต้องระบุสิ่งที่จะทำได้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ปกติเป็นคนนอนดึกติดซีรีส์ เริ่มลดการดูจากดูหนึ่งชั่วโมง เหลือสัก 30 นาทีก็พอ
“R” Realistic : เป้าหมายของเราต้องเป็นไปได้
“Timely” : ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น เราจะลดความถี่อาการปวดให้ได้ ภายใน 2 เดือน
กว่า 50% ของชาวไมเกรน ยังปรับพฤติกรรม และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นไม่เพียงพอ ทำให้โรคไมเกรนกำเริบบ่อย และมีความถี่ที่สูงขึ้นได้นะ
ค่อยๆเริ่มจากการสังเกต และค่อยๆเรียนรู้การปรับพฤติกรรมไปพร้อมๆกันนะชาวไมเกรน เพราะทีมสไมล์ไมเกรนของเรา อยากให้ทุกคนกลับมายิ้มได้อีกครั้ง




