รู้จักโรคไมเกรน
การวินิจฉัยโรคไมเกรนอาศัยอาการทางคลินิกเป็นสำคัญ ขั้นตอนในการวินิจฉัยโรคไมเกรน ได้แก่ การให้การวินิจฉัยแยกโรคปวดศีรษะชนิดอื่น ๆ ออกไปก่อนโดยอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายโรคปวดศีรษะ ชนิดอื่นๆ ที่นอกเหนือจากไมเกรนจะมีอาการและอาการแสดงที่บ่งชี้ไปทางโรคนั้น ๆ เช่น โรคปวดศีรษะจากเส้นเลือดสมองจะมีอาการปวดศีรษะที่เป็นอย่างรวดเร็วและมีอาการของความผิดปกติทางระบบประสาทอื่น ๆ หรืออาการปวดศีรษะที่เกิดจากโรคเนื้องอกสมองจะทำให้มีอาการปวดศีรษะมากขึ้นเรื่อย ๆ (progressive headache) เป็นต้น

การให้การวินิจฉัยโรคปวดศีรษไมเกรนโดยการใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคปวดศีรษะระหว่างประเทศ (International Classification for Headache Disorder) โดยเกณฑ์การวินิจฉัยได้แก่ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างน้อย 5 ครั้งที่เข้าได้กับโรคไมเกรน (อย่างน้อย 2 ครั้งหากเป็นไมเกรนชนิดมีอาการนำ) มีอาการนาน 4-72 ชั่วโมง มีอาการปวดศีรษะที่มีลักษณะ 2 ใน 4 ข้อที่เหมือนไมเกรน (ได้แก่ ปวดตุ๊บ ๆ , ปวดขมับ, ปวดปานกลางหรือรุนแรง, อาการปวดแย่ลงเมื่อมีกิจกรรม) นอกจากนี้ยังมีอาการบางอย่างที่สนับสนุนโรคไมเกรน ได้แก่ อาการคลื่นไส้ หรือ อาเจียน อาการตากลัวแสง
นอกเกณฑ์การวินิจฉัย สากลยังมีเครื่องมือในการคัดกรองโรคไมเกรนที่มีความไวสูง ได้แก่ ID Migraine (Identify Migraine) ที่มีคำถาม 3 คำถาม และถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ 2 ใน 3 คำถาม ก็มีโอกาสเป็นโรคไมเกรนสูง
ระยะไมเกรน
ไมเกรนเนี่ย ไม่ได้มีแค่ระยะปวดศีรษะอย่างเดียวเท่านั้น!
เจ้าไมเกรนเนี่ย เขามีทั้งหมด 4 ระยะด้วยกัน
ได้แก่ ระยะบอกเหตุ ระยะอาการเตือน ระยะปวดศีรษะ และ ระยะ
หลังจากปวดศีรษะ
มาเริ่มดูกันที่ระยะแรกกันเลย ระยะบอกเหตุ หรือเราเรียกว่า Postdrome ระยะนี้ร่างกายของชาวไมเกรนมักมีการ
เปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านอารมณ์ การกิน ระบบย่อยอาหาร
อาการที่สังเกตได้ง่ายๆ เรามักจะมีความอยากอาหารมากกว่า
ปกติ ท้องผูก หาวบ่อย อารมณ์แปรปรวน โดยระยะนี้ จะกินเวลา
ประมาณ 1-2 วัน

ระยะอาการเตือน (Aura)
ระยะนี้เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ที่อาจเกิดขึ้นก่อน ประมาณ 5-60 นาที หรือพร้อมกับอาการปวดหัวไมเกรนก็ได้ โดยอาการเตือนดังกล่าวจะมาในรูปของการเห็นแสงซิกแซก ตาพร่ามัว ชาปาก แขนขา หรือพูดติดขัด

ระยะอาการปวดศีรษะ (Headache)
เป็นระยะที่ชาวไมเกรนหลายๆคนทรมานที่สุด เพราะสามารถเกิดได้นานถึง 72 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว
ระยะหลังจากปวดศีรษะ (Postdrome)
ระยะนี้อาการปวดจะทุเลาลง อาการจะคล้ายกับคนแฮงก์ อ่อนเพลีย หมดแรง เวียนศีรษะ สับสนได้ซึ่งชาวไมเกรนทุกคน ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกระยะก็ได้นะ
ไมเกรนกับพันธุกรรม
ชาวไมเกรนรู้หรือไม่ ?! ไมเกรนมันถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วยนะพันธุกรรม เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้เราเป็นไมเกรน ได้มากถึง 60% และการที่มีคนในครอบครัวเป็นไมเกรนเนี่ย จะทำให้เพิ่มโอกาสเป็น
- ไมเกรนออร่า
- มีความถี่ของอาการปวดมากกว่าปกติ
- เป็นไมเกรนตั้งแต่ยังเด็กๆ (หรือไวกว่าคนอื่นๆนั่งเอง)
ซึ่งการที่เรามีพันธุกรรมเหมือนกับพี่ๆ น้องๆของเรา บางคนคิดว่า ทำไมน๊อ เราโชคร้ายจัง แต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีนะ เพราะว่าจะช่วยทำให้เราสามารถรับมือมันได้ดีมากยิ่งขึ้น

เนื่องจาก เราจะมีข้อมูลจากคนใกล้ตัว และรู้ได้ว่า คนในครอบครัวเรามีสิ่งกระตุ้นไมเกรนอะไรกันบ้างอาการตอนที่เป็นไมเกรนเป็นยังไง
การรักษาหรือยาที่ทานมีตัวไหนบ้างที่มีประสิทธิภาพในการรักษาการเปลี่ยนแปลงทั้งความถี่ ความรุนแรงของไมเกรนเริ่มเป็นไมเกรนกันตั้งแต่อายุเท่าไหร่เราจะสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของพี่ๆน้องๆ และช่วยให้รับมือกับไมเกรนได้ดีมากขึ้น
ชาวไมเกรนคนไหนที่พึ่งเริ่มเป็น หรือว่ามีที่บ้านเป็นไมเกรน แต่ไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับไมเกรนยังไง หรือรักษายังไงถึงจะทำให้ความถี่ลดลง
แนะนำให้ปรึกษากับทางคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญร่วมด้วย เพราะจะทำให้เราสามารถเข้าใจกับไมเกรนได้ดีกว่าเดิมนะ
ไมเกรนหายขาดไหม?
ชาวไมเกรนคงจะมีคำถามแบบนี้อยู๋ในใจ “ไมเกรนสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม”
ปัจจุบันการปวดศีรษะไมเกรนยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เพราะไมเกรนเกิดจากสมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นและสร้างคลื่นความปวดขึ้นมาถือได้ว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตราย แต่สร้างความรำคาญ และทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้
การรักษาจึงเน้นไปที่การบรรเทาอาการและป้องกันการปวดศีรษะไมเกรน

แนวทางการรักษาไมเกรน หลักๆ แล้วเราจะดูกัน 3 วิธี
1. การทานยาแก้ปวดตามอาการ เราจะพิจารณาการทานตามระดับความรุนแรงเป็นหลัก
ปวดน้อย : กลุ่ม paracetamol
ปวดปานกลาง : กลุ่ม NSAIDs ตัวยาเช่น naproxen, ibuprofen, aspirin
ปวดมาก : กลุ่มยาแก้ปวดที่จำเพาะกับไมเกรน มี 2 กลุ่ม
1.1 กลุ่ม ergotamine ตัวยาเช่น tofago, cafergot, avamigran
1.2 กลุ่ม triptan ตัวยาเช่น relpax, siagran
2. การทานยาป้องกันไมเกรน จะมียาในกลุ่มมาตรฐานและวิตามินป้องกันไมเกรน ซึ่งการกลุ่มป้องกันไมเกรนต่อทานต่อเนื่องประมาณ 4-6 เดือน ตัวยาจะเริ่มออกฤทธิ์ ที่ 2 สัปดาห์ และเห็นผลอย่างเต็มที่ ที่ 2 เดือน
3. การเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และปรับพฤติกรรมโดยขั้นตอนนี้เราจะต้องเริ่มสังเกต และเลือกสิ่งกระตุ้นหรือพฤติกรรม ที่เราคาดว่าสามารถปรับได้ง่ายที่สุดก่อน จะทำให้แนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ
10 เรื่องจริงเกี่ยวกับโรคไมเกรนที่ควรรู้
โดยข้อมูลนี้อ้างอิงมาจาก American migraine foundation และ Rudrani Banik

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บอกไว้ว่า โรคปวดศีรษะ
ไมเกรน เป็น 1 ใน 10 โรคที่ทุพพลภาพมากที่สุด
มี 148 ล้านคนทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับภาวะไมเกรนเรื้อรัง
ไมเกรน เป็น 1 ใน 3 โรคที่พบได้บ่อย และทุกๆ 7 คน จะเจอชาวไมเกรน 1 คน
ไมเกรนพบได้บ่อยในผู้หญิงกว่าผู้ชาย เป็น 3 เท่า
ไมเกรนในเด็ก จะมีโอกาสพบเพิ่มมากขึ้นถึง 75% เมื่อทั้งพ่อและแม่เป็นไมเกรน
9 ใน 10 คนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติในระหว่าง
ที่มีอาการไมเกรนกำเริบ
ไมเกรนสามารถมาได้โดยไม่ต้องปวดหัว
โรคไมเกรน ขึ้นชื่อว่าเป็นโรคของความแพงในอเมริกา ค่ารักษาพยาบาลที่เกี่ยวกับโรคไมเกรน จะอยู่ที่ราวๆ ล้านล้านบาท
1 ใน 4 ของผู้ที่มีอาการไมเกรน จะมีอาการนำ หรือที่เราเรียกวา ออร่า (aura)
โรคไอบีเอส หรือ โรคลำไส้แปรปรวนมีความเกี่ยวข้องกับ
โรคไมเกรน ลำไส้ของเราเกิดการอักเสบได้ถ้าเกิดการ
อักเสบเมื่อไหร่ อย่างที่ชาวไมเกรนรู้กัน จะส่งผลต่อ Gut Brain Axis ที่มีการเชื่อมระหว่างระบบย่อยอาหาร
และระบบประสาท สามารถกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้นั่นเอง
7 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับไมเกรน
โดยข้อมูลนี้อ้างอิงมาจาก American migraine foundation

ไมเกรนเป็นแค่อาการปวดหัว
รูปแบบอาการปวดหัวทุกอย่าง = ไมเกรน (อาการปวดหัวมี
หลายรูปแบบหลายสาเหตุต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยนะ)
ไมเกรนต้องทำ CT scan, MRI (ไมเกรนไม่จำเป็นต้องทำ เพราะการวินิจฉัยไมเกรนความจริงจะต้องอาศัยการสังเกต
อาการ ความถี่อาการปวด ลักษณะอาการปวด อาการร่วมเป็นหลักนะ)
ไมเกรนเกิดได้แค่วัยผู้ใหญ่เท่านั้น(ไมเกรนสามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่เลยนะ และสาเหตุในวัยเด็ก หลักๆมาจากพันธุกรรม)
ไมเกรนต้องปวดแค่ศีรษะข้างเดียวเท่านั้น (ไมเกรนปวดเด่นแบบศีรษะข้างเดียว แต่สามารถพบปวด
พร้อมกัน 2 ข้าง หรือปวดสลับข้างได้)
ถ้าตั้งครรภ์ ห้ามทานยาแก้ปวดทุกชนิด
(สามารถทานยาแก้ปวดในช่วงตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องดูตาม
ไตรมาส และกลุ่มยา)
มีแค่เพศหญิงเท่านั้นที่จะเป็นไมเกรน (ไมเกรนสามารถเกิดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่จะเกิดบ่อยในผู้หญิงมากกว่า 3 เท่า)




