อันตรายจากยาแก้ปวดไมเกรน เสี่ยงหลอดเลือดหด

12 กุมภาพันธ์ 2024

อันตรายจากยาแก้ปวดไมเกรน เสี่ยงหลอดเลือดหด

อันตรายจากยาแก้ปวดไมเกรน เสี่ยงหลอดเลือดหด

ยาแก้ปวดเป็นของสามัญประจำบ้านที่หลายคนต้องมี แต่กินพร่ำเพรื่อไม่ได้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นกัน

 

ยาแก้ปวดไมเกรนมีกี่ประเภท

1. ยาแก้ปวดทั่วไป

  • Acetaminophen
  • กลุ่ม NSAIDs: aspirin, ibuprofen, naproxen, diclofenac potassium
  • กลุ่ม Opioids

2. ยาแก้ปวดจำเพาะไมเกรน

  • Ergotamine
  • กลุ่ม Triptan (ในไทยมี sumatriptan และ eletriptan ชนิดรับประทาน)
  • กลุ่ม Gepants (สาร block ตัวรับ CGRP)

3. ยาแก้ปวดกลุ่มอื่น

  • กลุ่มสเตียรอยด์ เช่น prednisolone

     

ใครควรระวังเป็นพิเศษ

  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีประวัติแพ้ยา
  • มีโรคตับ ไต หัวใจ หรือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • มีประวัติแผลในกระเพาะอาหาร
  • อายุต่ำกว่า 16 ปี หรือมากกว่า 65 ปี
  • บุคคลที่มีประวัติหลอดเลือดสมอง , หลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดส่วนปลาย

     

กินยาแก้ปวดบ่อย เสี่ยงอะไรบ้าง

เกณฑ์ความเสี่ยงต่อภาวะติดยาแก้ปวดแตกต่างกันตามชนิดยา ตามเกณฑ์ ICHD-3¹:

  • Ergotamine, Triptan, Opioids และยาแก้ปวดสูตรผสม – เสี่ยงเมื่อใช้ตั้งแต่ 10 วัน/เดือนขึ้นไป ติดต่อกันเกิน 3 เดือน
  • ยาแก้ปวดทั่วไป (Acetaminophen, Aspirin, NSAIDs) – เสี่ยงเมื่อใช้ตั้งแต่ 15 วัน/เดือนขึ้นไป ติดต่อกันเกิน 3 เดือน 

 

 

ใช้เกินเกณฑ์เหล่านี้ต่อเนื่อง อาจนำไปสู่:

  • ภาวะติดยาแก้ปวด (MOH) – ปวดหัวซ้ำทุกวัน และไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดเหมือนเดิม
  • NSAIDs (Naproxen, Ibuprofen) – เสี่ยงกระเพาะเป็นแผล กรดไหลย้อน ความดันสูง และกระตุ้นภาวะหัวใจล้มเหลวได้ จากการคั่งน้ำในร่างกาย
  • ไตทำงานหนัก – บวมน้ำ โพแทสเซียมในเลือดสูง เสี่ยงไตวาย (พบชัดเจนในกลุ่ม NSAIDs จากกลไกยับยั้งการไหลเวียนเลือดที่ไต)
  • ผลด้านอารมณ์ – แปรปรวน ซึมเศร้า วิตกกังวล พบได้ในผู้ที่มีภาวะติดยาแก้ปวดโดยรวม แต่ความเชื่อมโยงชัดเจนที่สุดในกลุ่ม Opioids ซึ่งมีฤทธิ์ต่ออารมณ์โดยตรงและเสี่ยงเกิดอาการถอนยา

 

 

Ergotamine กับภาวะ Ergotism

ยาแก้ปวดจำเพาะไมเกรนกลุ่ม Ergotamine (เช่น Tofago, Cafergot, Avamigran, Migana) ทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติหดกลับ ช่วยให้หายปวด

แต่ถ้าใช้บ่อยเกินขนาด หรือใช้ร่วมกับยาบางชนิดที่ส่งผลให้ระดับ Ergotamine สูงเกินไป เสี่ยงเกิด ภาวะ Ergotism คือหลอดเลือดหดตัวค้าง ทำให้เลือดไหลเวียนส่วนปลายลดลง อาการที่พบ:

  • ชาปลายมือ ปลายเท้าหรือนิิ้วมือ นิ้วเท้า เย็น ซีด
  • อาจมีเนื้อตายตามมาในกรณีรุนแรง

พบได้ราว 0.001–0.002% ถือว่าต่ำมาก แต่เกิดขึ้นได้จริงและส่งผลเสียรุนแรงได้ จึงควรให้ความสำคัญ

 

 

สรุป

ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดทั่วไป ยาจำเพาะไมเกรน หรือยากลุ่มอื่น ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง และควรรู้ผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นระยะยาว รวมถึงปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

หากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้ยาแก้ปวดไมเกรน สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางไมเกรนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Smile Migraine ได้เลยค่ะ

 

 

แหล่งที่มา

  1. ICHD-3. 8.2 Medication-overuse headache (MOH) — Diagnostic criteria. https://ichd-3.org/8-headache-attributed-to-a-substance-or-its-withdrawal/8-2-medication-overuse-headache-moh/

 

 

หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาแก้ปวดทุกครั้ง

 

 

文章作者

博士 Walaiphan Watcharachinnawong

博士 Walaiphan Watcharachinnawong

神經內科專科醫師 · Med. Lic. No. 39564

查看醫師檔案 →
返回部落格

你可能也感興趣的文章

ไมเกรนไม่ปวดหัว มีจริงไหม? เวียนหัวบ้านหมุนอาจเป็นสัญญาณ

ไมเกรนไม่ปวดหัว มีจริงไหม? เวียนหัวบ้านหมุนอาจเป็นสัญญาณ

23 九月 2026 406 次觀看

เป็นไมเกรนแต่ไม่ปวดหัวได้จริงไหม? รู้จักไมเกรนที่แสดงอาการเป็นเวียนหัว บ้านหมุน พร้อมวิธีแยกจากหินปูนในหูหลุด และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์

ปวดขมับสองข้าง เกิดจากอะไร ต่างจากไมเกรนยังไง

ปวดขมับสองข้าง เกิดจากอะไร ต่างจากไมเกรนยังไง

9 九月 2026 549 次觀看

ปวดขมับสองข้างไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป อาจเป็นปวดหัวจากความเครียด ปัญหาข้อต่อขากรรไกร ไซนัส หรือในผู้สูงอายุอาจเป็นสัญญาณโรคหลอดเลือดอักเสบที่ต้องรีบรักษา

ไมเกรนเรื้อรัง รักษาอย่างไรเมื่อยาแก้ปวดเอาไม่อยู่

ไมเกรนเรื้อรัง รักษาอย่างไรเมื่อยาแก้ปวดเอาไม่อยู่

9 九月 2026 736 次觀看

ปวดหัวไมเกรนบ่อยจนยาแก้ปวดเริ่มไม่ได้ผล อาจเข้าสู่ภาวะไมเกรนเรื้อรังแล้ว รู้จักทางเลือกการรักษาตั้งแต่ยาป้องกัน โบทูลินัมท็อกซิน ไปจนถึงยาต้าน CGRP