เวียนหัวหลังแผ่นดินไหว รู้จักโรคสมองเมาแผ่นดินไหว สาเหตุและวิธีรับมือ

8 เมษายน 2025

เวียนหัวหลังแผ่นดินไหว รู้จักโรคสมองเมาแผ่นดินไหว สาเหตุและวิธีรับมือ

เวียนหัวหลังแผ่นดินไหว

 

โรคสมองเมาแผ่นดินไหว สาเหตุ อาการและวิธีรับมือ

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลายคนอาจยังคงมีอาการเวียนหัวหลังแผ่นดินไหว หรือรู้สึกศีรษะโคลงเคลงคล้ายกับว่าแผ่นดินยังคงไหวอยู่ แม้เหตุการณ์จะยุติลงแล้วก็ตาม อาการนี้เรียกว่า โรคสมองเมาแผ่นดินไหว (Earthquake Drunk) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับใครก็ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีไมเกรนและเวียนหัวเป็นทุนเดิมหรือผู้ที่ไวต่อการเมารถ การทำความเข้าใจภาวะนี้จะช่วยให้เรารู้วิธีดูแลตัวเองและรับมือกับอาการได้อย่างถูกต้อง

 

โรคสมองเมาแผ่นดินไหว คืออะไร?

โรคสมองเมาแผ่นดินไหว (บางครั้งเรียกว่า โรคเมาแผ่นดินไหว) คือกลุ่มอาการเวียนศีรษะและเสียการทรงตัวที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหว ผู้ที่มีอาการนี้มักบรรยายความรู้สึกว่าเหมือนกับยังคงโคลงเคลงเคลื่อนไหวอยู่ เช่นเดียวกับความรู้สึกโคลงเคลงหลังจากนั่งเรือเป็นเวลานานแล้วขึ้นฝั่งใหม่ ๆ ในภาษาญี่ปุ่นมีคำเฉพาะสำหรับอาการนี้ว่า “จิชิน-โยอิ” แปลตรงตัวว่า “เมาแผ่นดินไหว” นั่นเอง

 

อาการเวียนหัวหลังแผ่นดินไหวถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายต่อแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ไม่มีความเสียหายทางร่างกายโดยตรงก็ตาม กลไกเบื้องหลังคือระบบประสาทการทรงตัวของร่างกายได้รับการกระตุ้นหรือรบกวนอย่างฉับพลัน ส่งผลให้สมองยังคงรับรู้ความเคลื่อนไหวอยู่ระยะหนึ่งหลังจากแผ่นดินสงบลง

 

สาเหตุของอาการเวียนหัวหลังแผ่นดินไหว

 

สาเหตุหลักของอาการนี้มาจากการรบกวนระบบการทรงตัว (vestibular system) ในหูชั้นในของเรา เมื่อเกิดแผ่นดินไหว การสั่นไหวที่ไม่คาดคิดจะทำให้ระบบทรงตัวดังกล่าวเสียสมดุลชั่วคราว สมองได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกัน (ตาอาจมองเห็นว่าพื้นนิ่งแล้ว แต่หูด้านการทรงตัวยังรู้สึกถึงแรงไหว) จึงเกิดความสับสนและพยายามปรับตัวให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งต้องใช้เวลาเล็กน้อยกว่าความรู้สึกโคลงเคลงจะหายไป

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อาการเวียนหัวหลังแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นหรือยาวนานขึ้น ได้แก่:

  • มีประวัติเมารถหรือเมาเรือง่าย: คนที่ไวต่อการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องเล่นต่าง ๆ อยู่แล้ว มักจะไวต่อการเสียสมดุลของระบบทรงตัวมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นเมื่อเจอแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการเวียนหัวรุนแรงกว่า
  • อยู่ในอาคารสูงขณะเกิดแผ่นดินไหว: ผู้ที่อยู่บนตึกสูงหรืออาคารที่แกว่งตัวในระหว่างเกิดแผ่นดินไหว จะรู้สึกถึงแรงโคลงเคลงชัดเจนกว่าผู้ที่อยู่บนพื้นราบ เพราะอาคารจะขยายแรงสั่นสะเทือน ทำให้ระบบทรงตัวถูกรบกวนมากขึ้น
  • มีความเครียดหรือความตื่นตระหนกสูง: ความตกใจและระดับความเครียดที่พุ่งสูงในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ส่งผลให้ระบบประสาทอัตโนมัติตื่นตัวสุดขีด ฮอร์โมนความเครียดอย่างอะดรีนาลีนหลั่งออกมามาก ส่งผลให้ร่างกายไวต่อความรู้สึกผิดปกติต่าง ๆ เมื่อเหตุการณ์จบลง ความตื่นตัวที่ยังค้างอยู่สามารถทำให้เรารู้สึกเวียนหัวหรือรับรู้การสั่นไหวที่ไม่มีอยู่จริงได้
  • เป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว: ผู้ที่เป็นไมเกรนบางรายมีแนวโน้มจะมีอาการวิงเวียนหรือระบบทรงตัวไวกว่าปกติ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าผู้ที่มีไมเกรนหรือภาวะวิตกกังวลมีโอกาสเกิดอาการเวียนหัวหลังแผ่นดินไหวมากกว่าคนทั่วไป และอาการอาจรุนแรงหรือนานกว่าเนื่องจากระบบประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้น

 

อาการของโรคเมาแผ่นดินไหว

อาการหลัก ๆ ของภาวะสมองเมาแผ่นดินไหว มีดังนี้:

  • เวียนศีรษะ: รู้สึกมึน ๆ หัว โคลงเคลง เสียการทรงตัว เหมือนพื้นเอียงหรือหมุน ทั้ง ๆ ที่เรายืนอยู่กับที่
  • คลื่นไส้: บางคนอาจมีอาการพะอืดพะอม อยากอาเจียนคล้ายเมารถร่วมด้วย เนื่องจากระบบทรงตัวและระบบทางเดินอาหารมีความเชื่อมโยงกัน
  • รู้สึกโคลงเคลงเหมือนยังอยู่บนเรือ: มีความรู้สึกว่าร่างกายหรือสิ่งรอบตัวโยกไปมาช้า ๆ คล้ายกับตอนเพิ่งลงจากเรือใหญ่หรือเครื่องเล่นที่หมุน แม้พื้นดินจะหยุดสั่นแล้ว
  • มึนงง สับสน: สมองอาจรู้สึกตื้อ ๆ ไม่ปลอดโปร่ง มีสมาธิยากในช่วงสั้น ๆ เนื่องจากความสับสนของประสาทการทรงตัวและการมองเห็น
  • ปวดศีรษะหรืออ่อนเพลีย: สำหรับบางคน ความเครียดและการทรงตัวที่ผิดปกติอาจกระตุ้นให้มีอาการปวดหัวร่วมด้วย หรือรู้สึกอ่อนล้าหลังผ่านเหตุการณ์ตื่นเต้น

 

โดยทั่วไป อาการเหล่านี้มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีถึงสองสามชั่วโมงหลังเหตุการณ์ หากร่างกายปรับสมดุลได้เองเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการอาจยืดเยื้อไปหลายวันหรือแม้แต่หลายสัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างที่กล่าวไปข้างต้น (เช่น มีโรควิตกกังวลหรือโรคไมเกรน)

 

นอกจากอาการทางกายแล้ว ด้านจิตใจก็อาจได้รับผลกระทบหลังแผ่นดินไหวเช่นกัน หลายคนยังคงรู้สึกระแวงและตกใจง่ายหลังเหตุการณ์ ภาวะที่เรียกว่า “สมองหลอนแผ่นดินไหว” หรือ Earthquake Illusion อาจเกิดขึ้นได้ กล่าวคือ ผู้ประสบเหตุบางรายจะรู้สึกเหมือนกับมีแรงสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ภาวะนี้มักมาจากความทรงจำที่ฝังใจและระดับความตื่นตัวของระบบประสาทที่ยังสูงอยู่หลังเหตุการณ์ เป็นอาการลวงทางจิตใจที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลและความเครียด หากมีความรุนแรงมาก ๆ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตอย่างโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ได้ เช่น มีอาการนอนไม่หลับ ฝันร้าย ใจสั่นเมื่อต้องขึ้นอาคารสูง หรือหวาดกลัวกับเสียงสัญญาณเตือนภัยต่าง ๆ

 

31.03.25 - Single Ads - SEO1.png

 

 

งานวิจวิจัยสนับสนุน

จากงานวิจัยเกี่ยวกับแผ่นดินไหวโทโฮกุปี 2011 (Magnitude 9.0) และแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016 พบว่า มากกว่า 42% ของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวคุมาโมโตะรายงานอาการวิงเวียนและรู้สึกโคลงเคลงอย่างต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนหลังเกิดเหตุ (ที่มา: Journal of Vestibular Research, 2016 : https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0255816)

 

31.03.25- Single Ads - SEO2.png

 

 

ภาวะสมองหลอนแผ่นดินไหว (Earthquake Illusion)

นอกจากอาการเมาแผ่นดินไหว ยังมีภาวะที่เรียกว่า "สมองหลอนแผ่นดินไหว" หรือ Earthquake Illusion ผู้ที่มีอาการนี้มักรู้สึกเหมือนมีแรงสั่นสะเทือนทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวจริง สาเหตุหลักๆ เกิดจาก:

  • ความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้นหลังเหตุการณ์
  • ภาวะวิตกกังวลและความเครียดสะสม
  • สมองพยายามประมวลข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่ขัดแย้งกัน

 

วิธีดูแลและจัดการอาการเบื้องต้น

แม้ว่าจะไม่มีการรักษาที่จำเพาะ แต่สามารถจัดการและบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ดังนี้:

 

31.03.25 - Single Ads - SEO3.png

 

1. พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เหมาะสม ระบบประสาทและสมองจะได้รับการฟื้นฟู การนอนช่วยลดความเครียดและฟื้นฟูสมดุลของระบบประสาทการทรงตัว หากรู้สึกเวียนหัวหลังแผ่นดินไหว ควรนอนพักในที่ปลอดภัยและเงียบสงบ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น

2. รับชมข่าวสารอย่างมีสติ

ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น แผ่นดินไหว การติดตามข่าวสารเป็นสิ่งจำเป็น แต่ควรรับชมอย่างมีสติและไม่จมอยู่กับข้อมูลที่ทำให้ตื่นตระหนกมากเกินไป การเลือกแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและพักเบรกจากการเสพข่าวบ้าง จะช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้

3. มองไปยังจุดที่อยู่ไกล เพื่อช่วยระบบทรงตัว

การมองไปยังจุดที่อยู่นิ่งและห่างออกไป เช่น ขอบฟ้า ต้นไม้ หรือสิ่งก่อสร้างที่มั่นคง จะช่วยให้ระบบการทรงตัวค่อย ๆ ปรับเข้าสู่สมดุล ลดความรู้สึกโคลงเคลงหรือเวียนหัวได้ คำแนะนำนี้ใช้หลักการเดียวกับการลดอาการเมารถหรือเมาเรือ ที่ต้องมองไปยังจุดที่ไกลและนิ่ง

4. ดื่มน้ำอย่างช้า ๆ เพื่อคลายคลื่นไส้

การจิบน้ำทีละน้อยจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และเวียนศีรษะ เนื่องจากน้ำช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการขาดน้ำที่อาจเกิดขึ้นจากความเครียดหรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอย่างรวดเร็วเพราะอาจทำให้คลื่นไส้มากขึ้น

5. พูดคุย แบ่งปันเรื่องราวกับคนที่ไว้วางใจ

การแบ่งปันประสบการณ์และพูดคุยกับคนรอบข้างช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว การได้เล่าความรู้สึกและรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสามารถจัดการกับอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น การพูดคุยยังช่วยให้เราสร้างกำลังใจให้กันและกันในช่วงเวลาที่ท้าทาย

 

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด?

โดยทั่วไปแล้ว โรคสมองเมาแผ่นดินไหว หรืออาการเวียนหัวหลังแผ่นดินไหวเป็นกลุ่มอาการที่ไม่ร้ายแรงและมักจะหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากคุณดูแลตัวเองตามวิธีข้างต้นแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้นภายในสองสามวัน หรือมีอาการรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน (เช่น เวียนหัวจนเดินไม่ได้ตรง หรือมีอาการแพนิกหนักมากควบคุมไม่ได้) ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทหรือหู คอ จมูก สามารถประเมินว่าอาการเวียนหัวของคุณไม่ได้มาจากสาเหตุอื่น (เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากันหรือปัญหาเกี่ยวกับสมอง) และอาจให้ยาหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาอาการ

 

อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหากคุณพบว่าตนเองมีความเครียดหรือความวิตกกังวลสูงผิดปกติหลังเหตุการณ์ เช่น นอนไม่หลับหลายคืน ฝันร้ายซ้ำ ๆ หรือหวาดผวากับสิ่งรอบตัวมากจนใช้ชีวิตยากลำบาก อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ PTSD หรือความผิดปกติทางจิตใจที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

 

โรคสมองเมาแผ่นดินไหว (Earthquake Drunk) และภาวะสมองหลอนแผ่นดินไหว เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากเราประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหว การรู้เท่าทันและเข้าใจอาการเหล่านี้จะช่วยให้เรารับมือได้อย่างมีสติและดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน แต่อาการทางกายและใจที่ตามมาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หมั่นสังเกตตัวเองและคนใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติก็ควรดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ และขอความช่วยเหลือทางการแพทย์เมื่อจำเป็น ด้วยการเตรียมพร้อมที่ดี เราจะสามารถผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้อย่างปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ

 

อ้างอิง

 

 

Footer Tele Blog - Surat.png

About the author

Asst. Prof. Dr. Surat Tanprawate

Asst. Prof. Dr. Surat Tanprawate

Neurologist · Med. Lic. No. 24228

View doctor profile →
Back to Blog

You might also like (or Related articles)

ไมเกรนไม่ปวดหัว มีจริงไหม? เวียนหัวบ้านหมุนอาจเป็นสัญญาณ

ไมเกรนไม่ปวดหัว มีจริงไหม? เวียนหัวบ้านหมุนอาจเป็นสัญญาณ

23 September 2026 378 views

เป็นไมเกรนแต่ไม่ปวดหัวได้จริงไหม? รู้จักไมเกรนที่แสดงอาการเป็นเวียนหัว บ้านหมุน พร้อมวิธีแยกจากหินปูนในหูหลุด และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์

ปวดขมับสองข้าง เกิดจากอะไร ต่างจากไมเกรนยังไง

ปวดขมับสองข้าง เกิดจากอะไร ต่างจากไมเกรนยังไง

9 September 2026 532 views

ปวดขมับสองข้างไม่ใช่ไมเกรนเสมอไป อาจเป็นปวดหัวจากความเครียด ปัญหาข้อต่อขากรรไกร ไซนัส หรือในผู้สูงอายุอาจเป็นสัญญาณโรคหลอดเลือดอักเสบที่ต้องรีบรักษา

ไมเกรนเรื้อรัง รักษาอย่างไรเมื่อยาแก้ปวดเอาไม่อยู่

ไมเกรนเรื้อรัง รักษาอย่างไรเมื่อยาแก้ปวดเอาไม่อยู่

9 September 2026 722 views

ปวดหัวไมเกรนบ่อยจนยาแก้ปวดเริ่มไม่ได้ผล อาจเข้าสู่ภาวะไมเกรนเรื้อรังแล้ว รู้จักทางเลือกการรักษาตั้งแต่ยาป้องกัน โบทูลินัมท็อกซิน ไปจนถึงยาต้าน CGRP