สิ่งกระตุ้นไมเกรนมีกี่ประเภท
ชาวไมเกรนหลายๆคนคงจะทราบกันอยู่แล้วว่าอาการไมเกรนกำเริบของเรานั้น มักเกิดจากสิ่งกระตุ้นเป็นหลักสิ่งกระตุ้นที่มักทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน มักแบ่งออกหลักๆ ได้ 3 แบบ ได้แก่

สิ่งกระตุ้นที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือว่าเราจัดการกับมันได้ดี สิ่งกระตุ้นประเภทนี้ เช่น อาหารบางประเภท ได้แก่ ของหมักดอง อาหารแปรรูป ซึ่งถ้าเราเลี่ยงได้ ก็จะลดการเกิดไมเกรนได้นั่นเอง
สิ่งกระตุ้นที่หลีกเลี่ยงได้ค่อนข้างยากแต่เราหาวิธีหรือว่าใช้
บางทริคจัดการกับมันได้ดีเช่นสิ่งกระตุ้นที่เกิดจากสภาพ
อากาศแปรนปรวน ฝนตก ฟ้าร้อง แสงจ้า หรือแม้แต่การ
ใช้สายตานานๆ จนทำให้กล้ามเนื้อตาล้า คอบ่าไหล่เกร็งเป็น
ต้น สิ่งกระตุ้นนี้เนี่ย เราจัดการได้ยาก แต่เราสามารถแก้ได้
ด้วยการสวมแว่นตา พักสายตาทุกๆ 30 ที และยืดกล้าม
เนื้อร่วมด้วย
สิ่งกระตุ้นที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ยังไงเราก็ต้องยอมรับและเผชิญหน้ากับมันค่ะ อย่างเช่นฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
ในช่วงรอบเดือน หรือแม้แต่ความเครียดสะสมเป็นเรื้อรัง
นานๆ จนทำให้สารเคมีในสมองเกิดการเปลี่ยนแปลงไป
สิ่งกระตุ้นเหล่านี้เราควรที่จะได้รับการทานยาป้องกัน หรือแม้
แต่การบำบัดด้วยยาบางชนิดเพื่อทำให้ลดโอกาสการกระตุ้น
ไมเกรนลง หรือสำหรับบางคนที่ปวดไมเกรนบ่อยๆ และไม่
สามารถบอกได้ว่าสิ่งกระตุ้นของเราคืออะไร แบบนี้เนี่ยบ่งบอก
ได้ว่าคุณอาจจะเป็นไมเกรนเรื้อรังจนทำให้สมองกระตุ้นตัวเอง
ก็ได้ดังนั้นการบันทึกอาการปวดลงบนแอปพลิเคชันสไมล์ไมเกรนก็มีสำคัญมากๆเพื่อให้เราสามารถสังเกตพฤติกรรมตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้นนะชาวไมเกรน
เป็นไมเกรนควรเลี่ยงกินอะไร
สิ่งกระตุ้นไมเกรน นอกจากแสง เสียง ความเครียด กลิ่นประจำ
เดือนก็มีอีกหนึ่งอย่างที่กระตุ้นได้ นั่นก็คือ กลุ่มอาหารนั่นเอง

วันนี้สไมล์ไมเกรนจะขอแชร์ ว่ามีอาหารประเภทไหนบ้าง ที่ชาวไมเกรนอย่างเรา ควรเลี่ยง สารไทรามีน (Tyramine) เป็นองค์ประกอบธรรมชาติในอาหาร เช่น เนยแข็ง เนื้อทีผ่านกรรมวิธียืดอายุ ของหมักดอก ขีส เบียร์ เป็นต้น
สารแอสปาแตม (Aspartame) เป็นสารให้ความหวานซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180-200 เท่า ถึงแม้จะไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแต่ก็พบว่าในผู้ป่วบบางรายมี
อาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้
ผงชูรส กลไกการกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอาจมาจากการกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิดหรือไปกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวนำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด
ไนเตรดและไนไตรต์ (Nitrates and Nitrites) เป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน กลไกการกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารไนตริกออกไซด์หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว
คาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ เพราะถ้าเรากินทุกวัน วันละหลายๆแก้ว หลอดเลือดของเราจะการเคยชินได้ และจะทำให้อาการปวดแย่ลงนั่นเอง
การเริ่มปรับการทานอาหารและสังเกตอาหารที่เป็นตัวกระตุ้นไมเกรนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาไมเกรนให้มีความถี่และความรุนแรงลดลงได้นะชาวไมเกรน
ที่มา : healthline, WebMD
ผลไม้กระตุ้นไมเกรน
ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีผลไม้ทานแทบจะทั้งปีแต่ชาวไมเกรนรู้หรือไม่ มีผลไม้หลายชนิดที่สามารถกระตุ้นไมเกรนได้ด้วยนะ ทีมสไมล์ไมเกรน ขอยกตัวอย่างผลไม้ทั้งหมด 3 ชนิด

#1 ผลไม้ตระกูล Citrus
ผลไม้ในกลุ่ม Citrus ไม่ว่าจะเป็นมะนาว เลมอน ส้มโอ เกรปฟุต ซึ่งจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานและอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากงานวิจัย มีความเชื่อว่า ผลไม้ในกลุ่ม Citrus สามารถทำให้ระดับแมกนีเซียมในร่างกาย มีระดับที่ต่ำลงได้
อย่างที่ชาวไมเกรนทราบกันว่าเมื่อระดับแมกนีเซียมในร่างกายต่ำลง ก็จะทำให้กระตุ้นอาการปวดศีรษะไมเกรนถี่ขึ้นได้ และยังมีสารอีกตัวที่มีชื่อว่า tyramine ที่สามารถกระตุ้นอาการปวดศีรษะไมเกรนได้เช่นกัน
นอกจากนั้นในผลไม้กลุ่มนี้ ยังประกอบไปด้วยสาร histamine ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบนั้นเอง โดยจากงานวิจัย ของ Texas Tech ได้ศึกษาความสัมพันธ์ของระดับ Histamine และการเกิดไมเกรน เขาพบว่ายิ่งระดับ histamine สูงก็จะทำให้โอกาสในการเกิดอาการปวดศีรษะสูงขึ้นตามไปด้วย

#2 กล้วยหอม
มีชาวไมเกรนหลายคนเข้าใจว่ากล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีแมกนีเซียมสูง แสดงว่าสามารถช่วยป้องกันไมเกรนได้แน่ๆ
ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาบอกแล้วว่า เป็นข้อมูลที่ผิดไม่มีข้อบ่งใช้กล้วยในการรักษาโรคไมเกรน เพราะกล้วยนั้น นอกจากจะมีแมกนีเซียม แต่ยังอุดมไปด้วยสารไทรามีนอีกด้วย ที่สามารถกระตุ้นไมเกรนได้นั่นเอง

#3 ข้าวโพด
จากงานวิจัย ได้บอกไว้ว่า ในข้าวโพดเนี่ย เป็นผักที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่สูง มากถึง 123 กรัมคาร์โบไฮเดรตก็คือการเปลี่ยน แป้งมาเป็นน้ำตาลนั่นเองถ้าระดับน้ำตาลในร่างกายของเราสูงกว่าปกติเมื่อไหร่ มันก็จะตามมาด้วย ไมเกรน
การที่เป็นผักที่มีองค์ประกอบเป็นคาร์โบเฮเดรตทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคลำไส้แปรปรวนได้ด้วย หรือ โรคไอบีเอสลำไส้จะเกิดการอักเสบได้
ถ้าเกิดการอักเสบเมื่อไหร่ อย่างที่ชาวไมเกรนรู้กัน จะส่งผลต่อ Gut Brain Axis ที่มีการเชื่อมระหว่างระบบย่อยอาหารและระบบประสาท สามารถกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้นั่นเอง
และข้าวโพด ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเนี่ยจะเจอกรดตัวนึง ที่ชื่อ กรดกลูตามิก ที่นำไปทำผงชูรสได้ด้วยเพราะฉะนั้น มันจะสามารถไปกระตุ้นเซลล์ประสาทที่สมองของเราได้
กลิ่นหลอน
ในเรื่องของ “กลิ่น” เป็นสิ่งกระตุ้นไมเกรนอันดับที่ 4 ภายในแอปพลิเคชันสไมล์ไมเกรน! (ใครเป็นหนึ่งในนั้น ลองมาดูกันเลย)
ชาวไมเกรนมักไวต่อกลิ่นร่วมด้วย เราเรียกว่า Osmophobia (ความกลัวต่อกลิ่น)จากงานวิจัย พบในผู้ใหญ่ได้มากถึง 25-86% และ ในเด็กพบได้ประมาณ 25-35%
นอกจากนั้นมีอีกหนึ่งภาวะที่สามารถเจอในชาวไมเกรนได้เราเรียกว่า Olfactory hallucination หรือ ประสาทหลอนทางการรับกลิ่นนั่นเอง

ภาวะนี้คืออาการนี้เป็นอาการความผิดปกติเกี่ยวกับการได้กลิ่นหรือการรับกลิ่น โดยที่จมูกจะได้กลิ่นของสิ่งต่างๆ เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นเผาไม้ กลิ่นเหล็ก หรือกลิ่นเหม็นต่างๆ
โดยที่ในรัศมีหรือบริเวณใกล้ตัวไม่มีที่มาและต้นตอของกลิ่นเหล่านั้นเลย พูดง่ายๆ ก็คือ การได้กลิ่นที่ไม่มีอยู่จริงในขณะนั้นนั่นเอง
มีงานวิจัย เคยทำการศึกษา พบว่าผู้ใหญ่ที่เป็นไมเกรน มีอาการได้กลิ่นลักษณะนี้ประมาณ 0.1% เท่านั้น แต่ในเด็กพบได้ประมาณ 3.9%
ด้วยความที่ชาวไมเกรนไวต่อกลิ่นมากๆ วิธีที่จะช่วยลดความไวต่อกลิ่นต่างๆ นั่นก็คือการทานกลุ่มป้องกันไมเกรนอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาประมาณ 4-6 เดือนนั่นเอง
แสงสีฟ้ากระตุ้นไมเกรน
ชาวไมเกรนหลายคนคงเคยเป็น เล่นมือถือ พิมพ์งานนานๆ ไมเกรนขึ้นเฉยบางทีสาเหตุนี้ก็มาจากสิ่งใกล้ตัว อย่างมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ที่ส่องสว่างในบ้านของเราเอง
ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจาก “แสงสีฟ้า” นั่นเอง

แสงสีฟ้า ที่ว่านี้ เป็นคลื่นแสง ที่มีความยาวคลื่นสั้นอยู่ที่ 380 -500 นาโนเมตร เป็นช่วงของคลื่นแสงที่สายตามนุษย์จะเห็นได้ด้วยตาเปล่า [ปกติสายตาคนเราจะเห็นช่วงควายาวคลื่นที่ 400-700 นาโนเมตร]
ซึ่งช่วงคลื่นแสงของแสงสีฟ้านี้ช่างมีความไม่บังเอิญที่ตรงกับช่วงคลื่นแสงที่กระตุ้นไมเกรนที่สุดนั้นคือ 480 - 500 นาโนเมตร ตามงานวิจัย
โดยแสงสีฟ้านั้นจะมีประโยชน์คือช่วยให้ร่างกายตื่นตัวเป็นเหมือนนาฬิกาชีวิตแต่โทษคือ แสงสีฟ้า สามารถทำลายดวงตาของเรา
ทำให้เกิดการล้าของดวงตา และยังส่งผลต่อการทำลายเซลล์ตา ทำให้สายตามัวได้ แสงสีฟ้าจากหน้าจอจะทำให้ pineal gland สร้าง melatonin น้อยลง มีผลต่อ circadian rhythm หรือนาฬิกาชีวิต จะมีผลทำให้นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิทได้จะทำให้การนอนหลับลึกของเราลดลง ซึ่งนั่นหมายถึงว่า แสงสีฟ้าจะไปมีผลกับ REM sleep หรือช่วงที่มีการหลับฝัน
นอกจากนั้น ทาง National Sleep Foundation ซึ่งเป็น
องค์กรระดับโลกที่ทำงานเกี่ยวกับการนอนหลับ ได้แนะนำว่า ควรที่จะหยุดใช้เครื่องมือสื่อสารก่อนเข้านอนประมาณ 30 นาที รวมไปถึงควรที่จะวางมือถือของเราไว้อีกสถานที่หรืออีกห้องนึง เพื่อที่จะทำให้เราเลี่ยงการใช้งานมือถือก่อนเข้านอนนั่นเอง
ภาวะนอนไม่หลับ ไม่ได้พบบ่อยแค่ชาวไมเกรนเท่านั้น กับคนทั่วไป ก็พบภาวะนี้ได้บ่อยเช่นกันจากงานวิจัย ประมาณ 50% ชาวไมเกรนจะมีภาวะนอนไม่หลับร่วมซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงและส่งผลกระทบที่ทำให้เกิดไมเกรนได้ง่ายขึ้น ในระยะยาวจะทำให้ความรุนแรงของไมเกรนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประจำเดือนกระตุ้นไมเกรน
สิ่งที่กวนใจชาวไมเกรนสาวๆ แทบจะทุกเดือน นั่นก็คือ “ประจำเดือน” ซึ่งเกี่ยวกับตัวฮอร์โมนในร่างกาย และถือว่าเป็นปัจจัยภายใน ที่ชาวไมเกรนเพศหญิง แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
American migraine foundation ได้บอกไว้ว่า เจอผู้หญิง 2 ใน 3 คน จะมีไมเกรนช่วงรอบเดือน และเป็นช่วงเวลาเดิมๆของทุกเดือน ซึ่งปัจจัยสำคัญนั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน “เอสโตรเจน”
โดยในรอบ 28 วันนี้ วันที่ 14 ของรอบเดือนไข่จะเริ่มตกลงมาจากรังไข่ หากไม่มีการผสมของไข่เยื้อบุเหล่านี้จะสลายตัวออกมาเป็น “ประจำเดือน”

นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาตั้งแต่ไข่ตก ตัวระดับฮอร์โมน “เอสโตรเจน” จะค่อยๆ ลดระดับลงมา และจะลดลงมาอย่างรวดเร็วในช่วง 1-3 วันก่อนมีประจำเดือน (Estrogen Withdrawal) จึงทำให้ชาวไมเกรนเพศหญิงเริ่มปวดหัวตามๆ
กันในช่วงนี้นั่นเอง
ซึ่งตัวฮอร์โมนที่เป็นตัวแปรสำคัญ นั่นก็คือ “Estrogen” เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และยังควบคุมสารเคมีในสมองที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดด้วย
จากการศึกษาวิจัยพบว่า ชาวไมเกรนเพศหญิงมักมีความถี่ของอาการปวดศีรษะที่สูงมากขึ้น เมื่อถึงรอบเดือน ซึ่งสูงถึง 60% กันเลยทีเดียว!
มีรายงานออกมาว่า ไม่ว่าจะเป็น Episodic migraine (ไมเกรนเป็นครั้งคราว) หรือ Chronic migraine (ไมเกรนเรื้อรัง) ผู้หญิงก็มีอัตราการเป็นที่สูงกว่าผู้ชาย
รู้อย่างนี้แล้ว เราต้องกันไว้ดีกว่าแก้ นั่นก็คือวิธี ทานยาป้องกันไมเกรนอย่างต่อเนื่องเพื่อที่ตัวยาจะช่วยลดความรุนแรงและความถี่ลงในช่วงรอบเดือนนั่นเอง
ไมเกรนฤดูฝน
ฤดูฝน เป็นฤดูกาลที่ทำให้ชาวไมเกรน หลายๆคน รู้สึกอ่วมมากที่สุดในรอบปีก็ว่าได้เพราะฝนอยู่ดีๆก็จะตกแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ยถ้าไม่ใช่ชาวไมเกรน พอฝนตกก็คงรู้สึกฟินน่าดู นอนหลับสบาย

3 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้ชาวไมเกรน ปวดไมเกรนมากกว่าปกติ นั่นก็คือ
ความชื้นในอากาศก่อนที่ฝนจะตกและหลังฝนตกเสร็จ ความชื้นในอากาศจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปกติ ทำให้ชาวไมเกรนที่ไวต่อความชื้น จะเกิดอาการปวดได้นั่นเอง
อุณหภูมิ ถ้าชาวไมเกรนสังเกต ช่วงก่อนฝนตกอุณหภูมิจะสูง
ขึ้นชาวไมเกรนคนไหนถูกกระตุ้นจากอากาศร้อนร่วมด้วย
ความกดในอากาศ ช่วงที่ฝนจะตก ความกดอากาศจะลด
ต่ำลง ทำให้ความดันที่กะโหลกศีรษะเกิดการเปลี่ยนแปลง และเกิดอาการปวดตามมา
ชาวไมเกรนที่รู้ว่าเรามีสิ่งกระตุ้นมาจาก 3 ปัจจัยด้านบนอย่าลืมพกยาแก้ปวด เจลเย็น และพาตัวเองเข้าไปในอยู่สถานที่ที่ค่อนข้างแห้งร่วมด้วยนะชาวไมเกรน




