ไมเกรนกับโรคนอนไม่หลับ: ความสัมพันธ์สองทางที่ชาวไมเกรนควรรู้
ชาวไมเกรนส่วนใหญ่มักมีปัญหานอนหลับยาก หรือบางวันก็นอนไม่หลับเลย สาเหตุหลัก ๆ มักมาจากความเครียด ความกังวล คิดมาก หรือมีเรื่องทุกข์ใจ แต่อีกหนึ่งพฤติกรรมที่หลายคนมองข้ามคือ การเล่นมือถือก่อนเข้านอน ค่ะ
เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอทำให้ต่อมไพเนียล (pineal gland) สร้างสารเมลาโทนิน (melatonin) ได้น้อยลง ซึ่งส่งผลต่อ circadian rhythm หรือนาฬิกาชีวิต ทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทได้¹ วันนี้หมอจะพามาทำความเข้าใจโรคนอนไม่หลับ ความเชื่อมโยงกับไมเกรน และวิธีดูแลตัวเองกันค่ะ
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) คืออะไร?
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) คือภาวะที่มีอาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท มักใช้เวลานอนนานกว่าปกติ (โดยทั่วไปมากกว่า 30 นาที) กว่าจะหลับ หรือตื่นกลางดึกบ่อยและหลับต่อได้ยาก
ในระยะยาว ภาวะนอนไม่หลับอาจส่งผลต่อความทรงจำ อารมณ์ และระบบภูมิคุ้มกันได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
แสงสีฟ้าจากหน้าจอ ตัวการเงียบที่ทำให้นอนไม่หลับ
หลายคนอาจไม่รู้ว่าการเล่นมือถือหรือดูจอก่อนนอนส่งผลต่อการนอนมากกว่าที่คิด งานวิจัยจาก Harvard พบว่า แสงสีฟ้ากดการหลั่งเมลาโทนินได้นานเป็นสองเท่าของแสงสีเขียว และเลื่อนนาฬิกาชีวิตได้มากถึง 3 ชั่วโมง² จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอสว่าง ๆ ในช่วง 2–3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียลในเวลากลางคืนเพื่อช่วยให้ร่างกายรู้สึกง่วง เมื่อถูกแสงสีฟ้ารบกวน การนอนหลับจึงยากขึ้นและคุณภาพการนอนก็ลดลง³
ประเภทของโรคนอนไม่หลับ (แบ่งตามช่วงเวลา)
- Initial insomnia — ใช้เวลานานกว่าจะหลับ มักสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล
- Maintenance insomnia — หลับได้ไม่ยาว ตื่นกลางดึกบ่อย อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกาย เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- Terminal insomnia — ตื่นเร็วกว่าเวลาที่ควรจะตื่น และหลับต่อไม่ได้
เช็กลิสต์ 9 สัญญาณเตือนโรคนอนไม่หลับ
ลองเช็กดูว่าคุณตรงกับข้อไหนบ้าง
- หัวถึงหมอนแล้ว แต่กว่าจะหลับใช้เวลามากกว่า 30 นาที (ไม่นับเวลาที่ดูซีรีส์)
- แม้จะนอนครบ 7–8 ชั่วโมง แต่ระหว่างวันยังเพลีย อ่อนล้า ไม่สดชื่น และหงุดหงิดง่าย
- ตื่นกลางดึกบ่อย หลายครั้งต่อคืน
- ง่วงนอนตลอดเวลา และงีบหลับระหว่างวันบ่อย
- สมองไม่ปลอดโปร่ง มึนงง สมาธิสั้น จนประสิทธิภาพการทำงานลดลง
- หลับกลางอากาศบ่อย เช่น ดูทีวีอยู่แล้วหลับไปเอง
- มีภาวะนอนกรน หรือหายใจหอบดังขณะหลับ
- ตื่นเช้ามากผิดปกติ แม้จะเข้านอนดึกแค่ไหนก็ตาม
- ต้องพึ่งกาแฟเพื่อกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา
หากตรงเกินครึ่ง ควรระมัดระวังว่าอาจมีโรคนอนไม่หลับเป็นโรคร่วมเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งโรค และควรค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมการนอนให้มีคุณภาพมากขึ้น
ไมเกรนกับโรคนอนไม่หลับ เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับชาวไมเกรนค่ะ งานวิจัยและข้อมูลที่รวบรวมโดย American Migraine Foundation รวมถึงบทความปริทัศน์ทางวิชาการระบุว่า อาการนอนไม่หลับพบได้ราวครึ่งหนึ่งถึงสองในสามของผู้ป่วยไมเกรน และความสัมพันธ์ระหว่างไมเกรนกับการนอนไม่หลับเป็นแบบ สองทาง (bidirectional) คือนอนไม่ดีทำให้ไมเกรนแย่ลง และไมเกรนก็รบกวนการนอนเช่นกัน⁴
ที่สำคัญคือ ภาวะนอนไม่หลับยังเป็น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไมเกรนกลายเป็นเรื้อรัง ได้⁵ ผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง (ปวดตั้งแต่ 15 วันต่อเดือนขึ้นไป) มีอัตราการนอนไม่หลับสูงเป็นสองเท่าของผู้ที่ปวดไม่บ่อย⁶ และการนอนกรนซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงของไมเกรนเรื้อรัง⁴
แต่ข่าวดีก็คือ การดูแลการนอนช่วยได้จริง ในการศึกษาหนึ่ง เมื่อผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการนอนตามคำแนะนำ เกือบ 50% มีอาการดีขึ้นจนไม่เข้าเกณฑ์ไมเกรนเรื้อรังอีกต่อไป⁵ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการนอนให้มีคุณภาพจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลไมเกรน
การรักษาโรคนอนไม่หลับ
หากสงสัยว่าตัวเองมีภาวะนอนไม่หลับ สามารถพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแพทย์จะซักประวัติการนอน สภาวะร่างกายและจิตใจ และอาจให้ทำแบบบันทึกการนอน (sleep diary) เพื่อเข้าใจลักษณะการนอนได้ดีขึ้น
การรักษาหลัก ๆ มี 2 แบบ โดยแบบไม่ใช้ยาซึ่งเน้นการปรับพฤติกรรม (sleep hygiene) มักเป็นด่านแรกที่แนะนำ ได้แก่
- เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- เลี่ยงการใช้อุปกรณ์สื่อสารก่อนเข้านอนประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
- จัดบรรยากาศห้องนอนให้เหมาะกับการนอน ทั้งแสง เสียง และอุณหภูมิ
- เลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ตื่นเต้นก่อนนอน เช่น เล่นเกมหรือดูหนังที่เร้าอารมณ์
ส่วนการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
สรุป
โรคนอนไม่หลับเป็นโรคร่วมที่พบบ่อยในชาวไมเกรน และมีความสัมพันธ์แบบสองทางที่ส่งผลต่อกันและกัน การนอนไม่ดีอาจทำให้ไมเกรนกำเริบบ่อยขึ้นและเสี่ยงเป็นเรื้อรัง ในทางกลับกัน การดูแลการนอนให้มีคุณภาพก็ช่วยลดความถี่ของไมเกรนได้อย่างมีนัยสำคัญ
หากคุณเป็นไมเกรนและมีปัญหาการนอนร่วมด้วย การดูแลทั้งสองเรื่องไปพร้อมกันจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางไมเกรนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Smile Migraine ได้เลยนะคะ เพราะเราอยากให้ชาวไมเกรนทุกคนกลับมายิ้มได้อีกครั้ง
แหล่งอ้างอิงงานวิจัย
- Sleep Foundation. Blue Light: What It Is and How It Affects Sleep. https://www.sleepfoundation.org/bedroom-environment/blue-light
- Harvard Health Publishing. Blue light has a dark side. https://www.health.harvard.edu/staying-healthy/blue-light-has-a-dark-side
- Scientific American. Q&A: Why Is Blue Light before Bedtime Bad for Sleep? https://www.scientificamerican.com/article/q-a-why-is-blue-light-before-bedtime-bad-for-sleep/
- Frontiers in Neurology (2024). Associations between the burdens of comorbid sleep problems, central sensitization, and headache-related disability in patients with migraine. https://www.frontiersin.org/journals/neurology/articles/10.3389/fneur.2024.1373574/full
- American Migraine Foundation. Sleep, Insomnia and Migraine. https://americanmigrainefoundation.org/resource-library/sleep-insomnia-migraine/
- SN Comprehensive Clinical Medicine — Springer (2023). Comorbidity of Sleep Disorders, Mental Illness, and Migraine or Headaches. https://link.springer.com/article/10.1007/s42399-023-01622-w
- American Migraine Foundation. Migraine and Sleep: Understanding the Two-Way Connection. https://americanmigrainefoundation.org/resource-library/migraine-and-sleep-understanding-the-two-way-connection/
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์สำหรับการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ






